บทที่ 7 ศักดิ์ศรีและชีวิตใหม่

เมื่อต้องอยู่ตามลำพัง มนต์สิชาก็นอนนิ่งจ้องเพดานสีขาว ภาพเหตุการณ์ก่อนที่สติจะดับวูบไหลย้อนกลับมาในหัว เสียงยางรถบดถนน เสียงกระแทกดังสนั่น ความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้าร่างขณะติดอยู่ในซากรถบิดเบี้ยว

รวมไปถึงภาพใบหน้าเย้ยหยันของศศินาในห้องฉุกเฉิน และข่าวซุบซิบไฮโซบนหน้าจอสมาร์ตโฟนก่อนหน้านั้น

‘ซีอีโอหนุ่มแห่งวี-กรุ๊ปควงสาวสวยทานข้าวมื้อหรู’

ภาพภพธรในชุดสูทสีกรมท่า รอยยิ้มบาง ๆ ที่เขามอบให้ผู้หญิงคนนั้น เป็นรอยยิ้มแบบที่เธอพยายามทำทุกอย่างตลอดสามปีเพื่อให้ได้เห็นสักครั้ง แต่กลับถูกตอบแทนด้วยสายตาเย็นชาและคำพูดตอกหน้า

"หน้าที่ของเธอคือทำตัวให้เงียบที่สุด และอย่าสร้างความยุ่งยากให้ฉัน"

คำพูดของเขาในเช้าวันครบรอบแต่งงานดังก้องขึ้นมาในหัวหญิงสาวยกมือขวาที่มีรอยเข็มเจาะน้ำเกลือขึ้นทาบอกซ้าย ภายใต้เสื้อผู้ป่วยและผ้าพันแผล หัวใจดวงนี้เคยเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเดินเข้ามาใกล้ เคยเจ็บปวดเจียนตายเวลาถูกเขาหมางเมิน เคยหลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าความดีและความอดทนจะละลายน้ำแข็งในใจเขาได้ เธอเคยร้องไห้จนน้ำตาแทบไม่เหลือให้ไหล

แต่วินาทีนี้ ความจริงทุกอย่างกางหลาอยู่ตรงหน้า ตอนที่เธอเฉียดความตายและต้องการเขาที่สุด เขากลับเลือกไปนั่งยิ้มให้ผู้หญิงคนอื่น น่าแปลกที่ตอนนี้เธอไม่มีน้ำตาสักหยด

ดวงตาของมนต์สิชาแห้งผาก ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหายไปจนหมด เหลือแค่ความเย็นชาที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านจากก้นบึ้งหัวใจ

สัญญาแต่งงานบ้าบอนั่น เธอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษามันมามากพอแล้ว ส่วนครอบครัวที่คอยแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ เธอถือว่าได้จ่ายคืนบุญคุณด้วยชีวิตไปหมดแล้วตั้งแต่วินาทีที่รถอัดกระแทกแบริเออร์ หหนี้ทุกอย่างจบสิ้นกันเสียที

มนต์สิชาสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ความเจ็บจากซี่โครงร้าวจะแล่นริ้วขึ้นมาเตือน แต่เธอกลับกัดฟันแน่น มือเรียวกำเข้าหากันจนเล็บจิกฝ่ามือ

"พอกันที"

เสียงกระซิบแหบพร่าลอดผ่านไรฟัน ไม่ใช่เสียงของคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของคนที่ถูกบดขยี้จนแตกสลายและกำลังจะประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่

เธอขยับแขนทั้งสองข้าง ยันศอกลงบนฟูก อาการปวดแปลบแล่นจากแผ่นหลังขึ้นมาถึงต้นคอ กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ขยับมาหลายวันสั่นระริก เหงื่อเย็นซึมตามไรผม แต่แทนที่จะล้มตัวลงนอนอย่างคนป่วย มนต์สิชากลับเกร็งหน้าท้อง ฝืนความเจ็บปวดอย่างดื้อดึง

หญิงสาวกลืนเสียงครางเจ็บปวดลงคอ ออกแรงผลักตัวเองให้ลุกขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่เต้นเร็วขึ้นตามจังหวะการออกแรง

ในที่สุด แผ่นหลังบางที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำก็เอนพิงพนักเตียงได้สำเร็จ เธอนั่งหลังตรง ประสานมือวางไว้บนตัก อาการหอบหายใจจนอกสะท้อนทำให้ผ้าห่มกระเพื่อมขึ้นลง

ดวงตากลมโตที่เคยเว้าวอนขอเศษเสี้ยวความรัก บัดนี้ไม่เหลือเค้าความโศกเศร้าหรือร่องรอยของภรรยาผู้เจียมตัวอีกต่อไป สายตาของเธอทอดมองตรงไปยังบานประตูห้องอย่างเยือกเย็นและแน่วแน่... จากนี้ไป จะไม่มีมนต์สิชาคนที่อ่อนแอให้ใครเหยียบย่ำอีกแล้ว

ความเงียบในห้องพักฟื้นวีไอพีไม่ได้ทำให้มนต์สิชารู้สึกอ้างว้างอีกต่อไป ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอได้นั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา

หญิงสาวในชุดผู้ป่วยนั่งพิงพนักเตียงนิ่ง ลมหายใจถูกสูดและผ่อนออกอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนซี่โครงที่ร้าว อาการปวดหนึบแผ่ซ่านไปทั่วหลังและหน้าอก แต่ความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้กับบาดแผลในใจที่ถูกกรีดลึกมาตลอดสามปี

มนต์สิชายกมือซ้ายขึ้นมา ปลายนิ้วขวาแตะลงบนแหวนเพชรเม็ดงามบนนิ้วนาง เพชรน้ำดีสะท้อนแสงไฟนีออนเป็นประกาย แต่สัมผัสของมันกลับเย็นเฉียบ

สามปีเต็มที่เธอเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับผู้ชายคนนี้ เธอยอมเป็นเบี้ยล่าง ยอมตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมอาหารที่เขาไม่เคยแตะต้อง ยอมอดทนต่อสายตาเย็นชาและคำพูดเชือดเฉือน เพียงเพราะเชื่อมั่นในคำสัญญาและความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าความดีจะเปลี่ยนใจเขาได้

ส่วนครอบครัวของเธอ... พ่อที่เห็นเธอเป็นแค่เครื่องมือต่อรองทางธุรกิจ พี่สาวที่คอยเอาเปรียบและเหยียบย่ำเธอทุกครั้งที่มีโอกาส พวกเขาผลักเธอเข้าสู่การแต่งงานครั้งนี้เพื่อแลกกับเงินทุนก้อนโต และเมื่อเธอหมดประโยชน์ เธอก็ถูกทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยว

พอแล้ว...

มนต์สิชาดึงแหวนเพชรวงนั้นออกจากนิ้วนางข้างซ้าย โลหะเย็นเฉียบรูดผ่านข้อนิ้วออกไปอย่างง่ายดาย เธอทิ้งมันลงบนโต๊ะข้างเตียงโดยไม่สนใจไยดี ประกายความหวาดหวั่นและอ่อนแอในแววตาหายไปจนหมด เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น

นับจากวินาทีนี้ เธอจะไม่ขอความรักจากใครอีก ศักดิ์ศรีและชีวิตใหม่ของเธอมีค่ามากกว่าการก้มหัวให้คนที่มองเห็นเธอเป็นแค่อากาศธาตุ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป